ดีเอสไอ แจง 5 ข้อ เคลียร์ปมคืนของกลาง ลัมโบร์กินี ล็อต ผกก.โจ้

ดีเอสไอ แจงข้อมูลคืน ลัมโบร์กินี ล็อต ผกก.โจ้ ของกลาง เหตุอัยการสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล แต่ไม่ขอให้ศาลริบรถยนต์ของกลาง ยันดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอน

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 2564 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกเอกสารชี้แจงว่า ตามที่ ดีเอสไอ ได้แถลงชี้แจงถึงผลการดำเนินคดีกรณีการดำเนินคดีกับขบวนการนำเข้ารถยนต์ราคาแพง (รถหรู) โดยสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง รายรถยนต์ยี่ห้อลัมโบร์กินี หมายเลข รุ่น AVENTADOR COUPE หมายเลขตัวรถ ZHWEC 1 ZD 3 DLA) 01389 หมายเลขเครื่องยนต์ L 53901702 หมายเลขทะเบียน (ขณะอายัด) ภอ 1999 กรุงเทพมหานคร (คดีพิเศษที่ 199/2560) ของ พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผกก.โจ้ อดีตผกก.สภ.เมืองสวรรค์ ไปแล้วนั้น และมีสื่อมวลชนหลายแขนงสอบถามการดำเนินการเกี่ยวกับของกลางในคดี ดีเอสไอได้ตรวจสอบข้อมูลแล้ว จึงขอเรียนชี้แจงดังนี้

1.คดีพิเศษที่ 199/2560 มีการดำเนินคดีกับกลุ่มผู้กระทำความผิด 8 รายในความผิดหลักตามพ.ร.ฐ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 (มาตรา 27 และมาตรา 115 จัตวา แห่งพ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469) พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 (มาตรา 165 มาตรา 167 แห่งพ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527) ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา และรถยนต์ดังกล่าว เป็นของกลางในคดีพิเศษ และระหว่างดำเนินคดี พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้อนุญาตให้ผู้ครอบครองหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องขณะนั้น คือ นายธิติสรรค์ อุทธนผล ทำสัญญานำรถยนต์ไปเก็บรักษาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 85/1 ระหว่างการสอบสวน

2.พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษพร้อมตัวผู้ต้องหารวม 8 รายและบัญชีของกลาง ไปยังพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2562 โดยมีความท้ายรายงานการสอบสวนว่า “รถยนต์ของกลางนั้น พ.ร.บ.ศุลกากร 2560 มาตรา 166 บัญญัติว่าของที่ยังมิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกำกัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร เป็นของพึงต้องริบตาม พ.ร.บ.นี้ซึ่งสอดคล้องกับความผิดตามพพ.ร.บ.ศุลกากร มาตรา 243, 244 และ 242 ตามลำดับ ทั้งพ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 17 ได้บัญญัติให้ศาลริบเสียทั้งสิ้น

ดังนั้น เพื่อรักษาหลักการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล และเป็นการปกป้องอุตสาหกรรมรถยนต์ภายในประเทศ อันเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการศุลกากร จึงเห็นควรขอให้ศาลมีคำสั่งริบรถยนต์ของกลางในคดีนี้ด้วย และมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1-8 ซึ่งเป็นผู้ร่วมกระบวนการนำเข้ารถยนต์คันดังกล่าวรวม 8 ราย

3.พนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนแล้ว วินิจฉัยว่า บริษัทผู้ต้องหาที่ 1 ถึงที่ 7 อยู่ในกระบวนการนำรถยนต์ของกลางเข้ามาในราชอาณาจักรและสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหา 7 ราย และมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 1 ราย (นาย ส.) ต่อมาอธิบดีดีเอสไอ ได้มีความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องไปยังอัยการสูงสุดแล้ว เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2564 เพื่อให้ชี้ขาดความเห็นตามกฎหมาย

4.สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้มีหนังสือ ที่ อส 0017.4/4 ลงวันที่ 5 ม.ค. 2564 ถึงผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค (เจ้าของสำนวน) แจ้งผลเกี่ยวกับทรัพย์สิน ระบุว่า พนักงานอัยการได้มีความเห็นและคำสั่งในคดีแล้วและมีของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ตามบัญชีของกลางที่ส่งมาด้วย ซึ่งไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิด หรือได้มาโดยได้กระทำความผิด จึงให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85

5.ความเห็นตามข้อ 4 ตามกฎหมายถือว่าพนักงานอัยการมีดุลยพินิจออกคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล แต่ไม่ขอให้ศาลริบรถยนต์ของกลาง ตามที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษร้องขอ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจึงคืนรถยนต์ของกลางให้กับผู้ครอบครองหรือผู้มีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ดีเอสไอ ยืนยันว่าการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เป็นไปในรูปของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีพนักงานอัยการจาก สำนักงานการสอบสวน ร่วมการสอบสวน มีที่ปรึกษาคดีพิเศษร่วมให้ข้อมูล ก่อนจะร่วมกันตัดสินใจในทุกขั้นตอน และการสืบสวนสอบสวนมีการดำเนินการภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายในทุกขั้นตอน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *